ไขข้อสงสัย แบบเราเรียกว่า "อ้วน หรือแค่ บวมน้ำ ?" - BEQ clinic

Tips & Articles

อ้วน หรือแค่ บวมน้ำ ?

4 Feb 2019

อ้วน หรือแค่ บวมน้ำ ?

                เคยเป็นไหมครับ ตื่นมาตอนเช้าส่องกระจกแล้วแปลกใจ ทำไมวันนี้หน้าดูบวม ๆ ผิดสังเกต หรือใครบ้างที่มีอาการมือบวม ขาบวม เท้าบวม พอลองเอานิ้วจิ้มดู ทิ้งไว้ซัก 5 วินาที แล้วเอาออก จะเห็นว่ามีรอยบุ๋ม ๆ ด้วย อาการเหล่านี้เรียกว่า บวมน้ำ นั่นเองครับ

บวมน้ำ คืออะไรหละ?

                อาการบวมน้ำ (Edema) เกิดจากการที่มี “ น้ำ “ หรือ “ของเหลว “ ไปสะสมอยู่บริเวณช่องว่างระหว่างเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายในปริมาณที่มากเกินปกติ ทำให้เกิดอาการบวม และในบางท่านที่บวมมาก จะมีอาการปวดร่วมด้วย ซึ่งโดยมากจะพบอาการบวมน้ำบริเวณ “ ขา “ และ “ เท้า “ แต่ก็สามารถพบได้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เช่นกัน สังเกตได้โดยการใช้นิ้วกดลงไป อาจทิ้งรอยบุ๋มไว้ได้ ซึ่งจะต่างจากอาการอ้วนของคนที่มีไขมันสะสมเยอะเกินไป

สาเหตุของการบวมน้ำ?

                สาเหตุของอาการบวมน้ำนั้นมีหลายปัจจัยมาก ดังนี้

  1. นั่งหรือยืนเป็นเวลานาน ๆ

                    เมื่อสรีระอยู่ท่าเดิมนาน ๆ จะทำให้เส้นเลือดดำไม่สามารถไล่เลือดกลับเข้าไปสู่หัวใจได้ทันกับเลือดที่ถูกบีบออกมาจากหัวใจ เพราะเส้นเลือดดำยังต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบ ๆ ในการไล่เลือดกลับเข้าสู่หัวใจ ฉะนั้น ผู้ที่ต้องยืนทำงาน หรือนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ มีการขยับขาไม่มากนักมักจะมีอาการบวมน้ำได้ง่าย รวมไปถึงผู้สูงอายุ ที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงก็จะพบอาการบวมน้ำตามขาและเท้าได้เช่นกัน

  2. ร่างกายขาดน้ำ

                    อาการบวมน้ำ หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เป็นเพราะการดื่มน้ำมากเกินจึงตัวบวม แต่จริง ๆ แล้ว การที่เราดื่มน้ำในปริมาณไม่เพียงพอที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมน้ำไว้ในร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ฉะนั้น วิธีแก้คือ ควรดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้น หากต้องออกกำลังกายหนัก ๆ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องเสียเหงื่อมากกว่าปกติ

  3. รับประทานเค็มมากเกินไป

    โซเดียม, บวมน้ำ, อาหารแปรรูป, โรคอ้วน
    อาหารแปรรูป มีส่วนประกอบของโซเดียมจำนวนมาก อย่างเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีปริมาณโซเดียมประมาณ 1,500 มิลลิกรัม ซึ่งรับประทานเพียงห่อเดียวก็เท่ากับปริมาณที่ควรได้รับต่อวันแล้ว

                    การรับประทานเค็ม แฝงมาในหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการปรุงด้วยเกลือ น้ำปลา ผงชูรส อาหารแปรรูป อาหารกระป๋องต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารรสจัด การที่รับประทานมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี เพราะจะทำให้ร่างกายกระหายน้ำมากยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องกักเก็บน้ำมากขึ้นเพื่อไปทำละลายโซเดียมในร่างกาย และยังส่งผลกระทบต่อโรคอ้วน ความดันโลหิตสูงด้วย ซึ่งท่านที่ทานโซเดียมน้อยเกินไป ก็ทำให้ร่างกายต้องกักเก็บโซเดียม ก็ทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้เช่นกันฉะนั้น ควรรับประทานตามปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน คือ 1,500 มิลลิกรัม/วัน และไม่ควรเกิน 2,300 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงการรับประทานเค็มมากเกินไปในแต่ละวันได้ ด้วยการปรุงอาหารด้วยตัวเอง หรือการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับน้ำออกจากร่างกาย เช่น ผักต่าง ๆ แตงโม แตงกวา อโวคาโด กีวี่ หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

  4. ช่วงก่อนมีประจำเดือน

                    ช่วงก่อนถึงวันนั้นของเดือน เกิดจากการไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผลิตมากเกินในช่วงตกไข่ จึงทำให้มีการกักของเหลวในร่างกายมากกว่าปกติ เลยทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ซึ่งเมื่อร่วมกับอาการท้องบวมเนื่องจากบริเวณผิวภายในโพรงมดลูกจะหนาขึ้นและมีเลือดคั่งอยู่ในปริมาณมาก ทำให้ช่วงที่ประจำเดือนยังไม่มา พุงก็เลยป่องออกมามากกว่าปกติแต่หากเยื่อภายในหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนหมดแล้ว พุงก็จะยุบกลับไปเป็นเหมือนเดิม

                    หากมีอาการบวมน้ำเหล่านี้ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด และตับ ไตผิดปกติ ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำอยู่ประจำ ตามคำแนะนำเบื้องต้น เพื่อลดอาการบวมน้ำได้ หรือสามารถเลือดที่จะนวดระบบน้ำเหลือง (Manual Lymph Drainage) จะช่วยให้อาการบวมน้ำลดลงได้

Body Detoxification Treatment

                เป็นวิธีการบำบัดอีกวิธีหนึ่งซึ่งปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังการทำ เพื่อรักษาอาการบวมน้ำ โดยไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต และน้ำเหลืองทำงานได้ปกติ ทำให้มีการขจัดของเสียออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการบำบัดด้วย Body Detoxification ยังเป็นการกระตุ้นธาตุไฟในร่างกาย ที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญต่าง ๆ ของร่างกาย ให้ทำงานได้ดี และสมดุล นอกจากจะช่วยให้น้ำหนักตัวลดลง และรูปร่างดูกระชับขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายพร้อมรับกับการดูแลอื่น ๆ เช่น การใช้เครื่องมือในการลดชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ให้เห็นผลได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที

ข้อควรรู้ : ควรทำก่อน หรือหลัง ช่วงมีประจำเดือน 7 วัน เพราะธาตุไฟอาจไปกระตุ้น ทำให้เลือดออกมามากเกินปกติ

       
 
บีอีคิว คลินิก เวลาทำการ 11:00 - 20:00 น.